เตรียมพร้อมลูก...สู่เด็กสองภาษา

 

เตรียมพร้อมลูก...สู่เด็กสองภาษา

   ปัจจุบันนี้ความสามารถในภาษาที่สอง เป็นเรื่องที่สำคัญ ผู้ปกครองต่างให้ความสำคัญในการสอนภาษาที่สองกับลูก จึงมักส่งลูกเข้าโรงเรียนที่มีโปรแกรมการสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ทำให้เด็กมีประสบการณ์ทางภาษาเพิ่มมากขึ้น สำหรับวันนี้ Edtech Creation นำสาระความรู้เกี่ยวกับ “การเตรียมลูก สู่เด็กสองภาษา” มาฝากคุณครูและผู้ปกครองเพื่อจะได้นำเทคนิคเหล่านี้มาปรับใช้ในการเรียนการสอนทั้งที่บ้านและโรงเรียนต่อไปค่ะ

   เด็กสองภาษา หมายถึง เด็กที่มีความรู้และความสามารถในการใช้สองภาษาได้ เป็นอย่างดี เรียนรู้ภาษาแม่หรือภาษาที่หนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติและใช้มาตั้งแต่เกิด และเรียนรู้ภาษาที่สองในภายหลัง หรือ เรียนรู้ทั้งสองภาษาในเวลาเดียวกัน

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ภาษาที่สอง

   1. ภาษา  การเรียนรู้ภาษาที่สอง ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สอง หรืออาจจะทำให้ทั้งสองภาษาต่างก็มีอิทธิพลต่อกัน ลาโด (Lado) ได้กล่าวไว้ว่า ในการเรียนภาษาที่สอง มักจะถ่ายทอดโครงสร้างต่างๆ จากภาษาแม่ไปยังภาษาที่จะเรียน ซึ่งทำให้เกิดได้ทั้งความยากลำบาก และความสะดวกในการเรียน ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างรูปแบบ ความหมายในภาษาที่จะเรียนนั้นว่ามีความเหมือนหรือต่างกัน ส่วนที่เหมือนกันจะช่วยให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น ส่วนใดที่แตกต่างกัน เด็กจะประสบปัญหาในการเรียนรู้ที่เรียกกันว่า เป็นการแทรกแซงจากภาษาแม่ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการออกเสียงของเด็กไทย เนื่องจากความแตกต่างระหว่างระบบเสียงในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

   2. ตัวเด็ก การเรียนรู้ภาษาที่สองของเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาที่สอง มีปัจจัยหลายอย่างในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาที่สองของเด็ก ดังนี้

      2.1 อายุ มีผลงานวิจัยหลายเรื่องระบุว่าการมีโอกาสได้สัมผัสกับภาษาที่สองตั้งแต่วัยเยาว์แม้เพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็ใช้ภาษาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ และยังช่วยสร้างรูปแบบการเรียนภาษาเชิงคุณภาพที่แตกต่างออกไป หากผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษานั้นอย่างเป็นทางการในห้องเรียนภายหลัง การได้สัมผัสหรือใช้ภาษาตั้งแต่วัยเยาว์นั้น จะเป็นตัวกระตุ้นระบบการทำงานภายในระบบสมองที่ช่วยในการเรียนภาษาในช่วงหลังได้มาก

      2.2 ทัศนคติ การเรียนรู้ภาษาที่สองหากเด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ภาษาที่สอง จะชักนำให้แสดงออกทางความรู้สึกหรืออารมณ์จากสภาพจิตโต้ตอบในด้านดี มีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะร่วมกิจกรรมหรือการพูดภาษาที่สอง ในทางตรงกันข้ามหากเด็กมีทัศนคติทางลบ เด็กจะพยายามหลบเลี่ยงในการร่วมกิจกรรม และไม่สนใจที่จะพูดคุยสนทนาด้วยภาษาที่สอง

      2.3 แรงจูงใจ เป็นการผสมผสานของความพยายามความต้องการที่จะประสบความสำเร็จและทัศนคติที่ชื่นชอบที่จะนำไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ภาษาที่สอง ทั้งนี้เงื่อนไขการเรียนรู้ภาษาที่สองที่ส่งผลต่อแรงจูงใจของเด็กมี 4 ประการ คือ ความสนใจ ความสัมพันธ์ ความคาดหวัง และความพึงพอใจต่อผลการเรียนรู้ หากเด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ภาษาที่สองจะทำให้เด็กมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะร่วมกิจกรรมและฝึกใช้ภาษาที่สองในสถานการณ์ต่างๆ

   3. พ่อแม่  ความสามารถในการใช้ภาษาของเด็กขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้ภาษาของครอบครัว เสียงที่แม่พูดกับลูกตอนเล็กๆ มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาทางภาษาของเด็ก เสียงสูงจะทำให้เด็กตั้งใจฟังและสนใจฟังการพูดช้าๆ สั้นๆ จะช่วยเด็กในการเรียนรู้เรื่องภาษาทำให้เด็กสามารถรู้ถึงความแตกต่างของคำ โดยเฉพาะถ้าพูดซ้ำๆ จะให้ผลดียิ่งขึ้น (ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์, 2542, หน้า 225)

   4. ครู ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเรียนภาษาที่สองของเด็กเกิดสัมฤทธิผลหรือเกิดความล้มเหลวก็คือ “ครู” ครูควรเข้าใจพัฒนาการและการเรียนรู้ทางภาษาของเด็ก เข้าใจธรรมชาติของภาษาและความแตกต่างทางภาษา และที่สำคัญครูควรเข้าใจว่าการสอนภาษาที่สองให้กับเด็กปฐมวัยต้องเริ่มจากการปลูกฝังให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อภาษา และการให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ

   5. ชุมชน ชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ภาษาที่สองของเด็ก หากคนในชุมชนใช้ภาษาที่สอง และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาที่สอง จะช่วยสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางภาษากับเพื่อนบ้าน ได้ใช้ภาษาและเลียนแบบพฤติกรรมการใช้ภาษาจากคนอื่น การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาที่สองในชุมชนจะส่งผลให้เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาจากสิ่งแวดล้อมที่จัดไว้ให้อย่างเหมาะสม

การจัดกิจกรรมสองภาษาสำหรับเด็ก

   การจัดกิจกรรมสองภาษา สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ บรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การจัดกิจกรรมกิจกรรมที่เอื้อให้เด็กเรียนรู้ด้วยความสนุก กิจกรรมกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นการสื่อสารเข้าใจ โดยไม่กังวลเรื่องไวยากรณ์มากเกินไป ระดับความยากง่าย ของกิจกรรมควรเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และ การทำซ้ำในจุดประสงค์เดียวกัน อาจเป็นรูปแบบเดิม หรือเปลี่ยนรูปแบบ ตัวอย่างกิจกรรมสองภาษาสำหรับเด็ก เช่น การอ่านออกเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษ ร้องเพลงและแสดงท่าทางประกอบ ท่องคำคล้องจองและแสดงท่าทางประกอบ อ่านหนังสือนิทานหรือเล่าเรื่อง เล่นเกม สอนคำศัพท์ที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนและทบทวนศัพท์บ่อยๆ ใช้คำศัพท์หรือประโยคง่ายๆ พูดกับเด็กเสมอ

คำศัพท์หรือประโยคง่ายๆ ที่ควรใช้พูดกับเด็ก

   Hello.  Sit down, please.  Good morning.  Stand up, please.  How are you?  Line up, please. Good bye.  Be quiet, please.  See you tomorrow!   Thank you.  You are welcome!  Raise your hand, please.  It’s time to… (eat lunch, play, go outside, listen) Let’s sing a song together!  Good Job! Excellent!  Wonderful! เป็นต้น

   เด็กจะฟัง พูด อ่าน เขียนได้เหมือนเจ้าของภาษา นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเด็กแต่ละคนมีความชอบหรือความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเก่งด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านกีฬา ด้านการคิดคำนวณ ดังนั้นผู้ปกครองต้องค่อยๆ สอนค่อยๆ ปรับไปพร้อมกับลูก อย่ากดดันลูกเมื่อเขาทำไม่ได้ ให้ลูกเลือกทำในสิ่งที่เขาถนัดและชอบ เพราะลูกจะทำด้วยความสุขและสนุกไปกับสิ่งนั้น

         ข้อมูลจากเอกสารการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคนิคการจัดกิจกรรมและการใช้สื่อ เพื่อสร้างเด็กสองภาษาในระดับปฐมวัย” ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

         อรุณี หรดาล. (2559) เด็กสองภาษา: สร้างได้ในวัยอนุบาลBILINGUAL CHILDREN: STARTING FROM PRE-SCHOOL AGE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 18(1), 231-240.